ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม (Social Software)
ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนสามารถนัดพบปะเชื่อมสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง เกิดเป็นสังคม
จำแนกกลุ่มของซอฟต์แวร์เพื่อสังคมนั้น ในตอนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต
2. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการจัดการความรู้
ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
เครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม เช่น
1.เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็น Asynchronous และ Synchronous
แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
- เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกัน (Asynchronous) คือไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกัน
- เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่ม แบบสองฝ่ายพร้อมกัน (Synchronous )
2. เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้
เป็นเครื่องมือเพื่อการใช้ข้อมูลร่วมกัน รวมทั้งให้ความรู้ และสร้างความรู้ใหม่ เช่น Wiki , Blog เป็นต้น
ความหมายของคำว่า Blog
Blog มาจากคำเต็มว่า WeBlog บางครั้งอ่านว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือ บล็อก (Blog)
Blog คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ ใน blog นั้นจะมีเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจต่าง ๆ
Blog จะมีลักษณะบางประการที่แตกต่างจากเว็บเพจมาตรฐานทั่วไป Blog จะมีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้สร้างหน้าเว็บใหม่ได้ง่าย
Blog แตกต่างจากเว็บอื่น ๆ อย่างไร - Blog จะมีลักษณะบางประการที่แตกต่างจากเว็บเพจมาตรฐานทั่วไป Blog จะมีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้สร้างหน้าเว็บใหม่ได้ง่าย
Wiki อ่านออกเสียง "wicky", "weekee" หรือ "veekee"
เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์ โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร html
Wikipedia เป็นระบบสารานุกรม
Internet forums
อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถโพสหัวข้อลงไปในกระดาน ผู้ใช้คนอื่นๆ ก็สามารถเลือกดูหัวข้อหรือแม้กระทั่งโพสความคิดเห็นของตนเองลงไปได้ ฟอรั่มโดยส่วนใหญ่
จะอนุญาตให้ใครก็ได้สามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานได้ตลอดเวลา มีเพียงบางฟอรั่มที่อนุญาติเฉพาะกลุ่ม อาจจะต้องมีการเสียตังเข้าไปเพื่อใช้งานเฉพาะกลุ่มหรือจำกัดจำนวนสมาชิกเพื่อการเข้าใช้
Instant Messaging
เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ Relative privacy ( ออกจะเป็นส่วนตัว )
เช่น MSN Messenger เป็นต้น
ปัจเจกวิธาน (Folksonomy)
ก่อนหน้าการกำเนิดขึ้นของปัจเจกวิธาน โดยทั่วไปแล้ว ได้มีการจัดกลุ่มการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปมี 3 แบบ คือ
- ค้นหาในเนื้อความ (Text Search)
- เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronological)
- แยกตามกลุ่มประเภท (Category, Classification)
ค้นหาในเนื้อความ
Google ที่ก่อตั้งโดย Sergery Brin และ Larry Page ได้ออกแบบเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บโดยคำนวณจากการนับ Link จากเว็บอื่นที่ชี้มาที่เว็บหนึ่ง ๆ
เป็นที่น่าติดตามว่าจะมีเทคนิควิธีในการค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ อย่างไรต่อไป
เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronological)
เนื้อหาข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงลำดับเวลาโดยแสดงตามเวลาใหม่ล่าสุดก่อน เช่น เว็บไซต์ประเภทข่าว อย่าง CNN, BBC และ google news
แยกตามกลุ่มประเภท (Category, Classification)
การจัดระเบียบแบบนี้ยึดเอาหัวข้อเป็นหลัก แล้วแยกประเภทออกไป
ข้อมูลที่มีมากมายบนอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดปัญหาในการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ซึ่ง ปัจเจกวิธาน เป็นรูปแบบหนึ่งในการจัดการข่าวสารความรู้สำหรับปัจเจกบุคคลอันนำมาซึ่งประโยชน์อันกว้างขวางในการศึกษาความสนใจและพฤติกรรมของกลุ่มชนหรือสังคมโดยรวมได้
ปัญหาที่พบเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต ได้แก่
- เนื้อหามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรายวัน
- การค้นหาข้อมูลที่ตรงตามความต้องการมากที่สุดทำได้ยาก เนื่องจากเนื้อหาที่มีจำนวนมาก
- การค้นหาข้อมูลเฉพาะด้านที่ขึ้นกับความสนใจของผู้ทำการค้นไม่ตรงจุด
- ข้อมูลที่พบอาจจะขาดความน่าเชื่อถือ
การที่ใคร ๆ สามารถสร้างเนื้อหาเผยแพร่บนเว็บได้ง่าย โดยผ่านทาง Blog และ Forum
ทำให้การจัดเก็บข้อมูลต้องมีการพิจารณาให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงานกับข้อมูลจำนวนมากบนอาณาเขตอินเตอร์เน็ตที่กว้างใหญ่ได้
ปัญหาหนึ่งคือ ไม่สามารถหาวิธีจัดกลุ่มเนื้อหาที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันของคนทั้งโลกได้ อาจจะทำได้เพียงไม่ถึง 1 % ของเว็บทั้งหมด
Joshua Schachter เริ่มรวบรวมเก็บเว็บต่าง ๆ เป็น Bookmark ของตนเองคนเดียวไว้มากและใช้ Keyword
เพื่อจัดกลุ่มแทน เช่น “search engine tools” และ “password security tools”
เมื่อต้องการเรียกเว็บที่มีคำว่า tools ก็จะสามารถดึงรายชื่อเว็บทั้งหมดออกมาได้ทันที ปัจเจกวิธาน เรียก keyword นี้ว่า tag เป็นคำสัก 2-7 คำที่เกี่ยวกับเว็บใหม่ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มเว็บได้
วิธีการใช้ tag นี้มีความสะดวกตรงที่ไม่ต้องจำลำดับชั้นการจัดระเบียบเช่นเดิม การค้นเจอเว็บก็ได้จาก tag หลาย ๆ ตัวได้ ไม่จำกัดอยู่แต่ข้อมูลใน Folder
เดียวกัน Joshua นำให้ทุก ๆ คนสามารถตรวจดูเว็บที่มีการตั้งชื่อ tag โดยผู้อื่นได้
คำว่า Folksonomy นี้ มีที่มาจากการที่ ใครก็ได้ทุก ๆ คน (Folk) มีสิทธิในการจัดทำอนุกรมวิธาน (Taxonomy)
หรือ จัดกลุ่มประเภทหมวดหมู่ของเอกสารในโลกอินเทอร์เน็ตให้อยู่ในแบบที่ตนเข้าใจ ต่างจากการทำ Taxsonomy เช่น การจัดประเภทสัตว์หรือพืช ที่อาศัย ผู้รู้ เป็นผู้ดำเนินการและให้ผู้อื่นจัดว่าอะไรควรจะอยู่ประเภทไหนตามที่ผู้รู้นั้นได้กำหนดไว้แล้ว
คุณลักษณะพิเศษที่ได้จาก ปัจเจกวิธาน
- กระแสการติดตามเว็บใหม่ ๆ ตามชื่อ Tag(Stream and Feed)
- การเห็นกลุ่ม Tag ก่อตัวกันตามหัวเรื่องที่สนใจ (Tag Cloud)
- การให้คะแนนความนิยม(Rating and Popularity)
- การท่องอินเทอร์เน็ตอย่างที่มีเนื้อหาข้อมูลข้ามสายกัน(Cross-Navigation)
การเห็นกลุ่ม Tag ก่อตัวกันมองคล้ายกลุ่มเมฆ ตามหัวเรื่องที่สนใจ (Tag Cloud)
เมื่อมีการใส่ tag เป็นจำนวนมากแล้ว ระบบของ ปัจเจกวิธาน สามารถแสดงภาพรวมออกมาได้ว่าทุก ๆ คนใช้ tag ใดมากน้อยเพียงใดดังรูป tag ใดที่มีคนใช้มาก
ก็จะตัวใหญ่ tag ใดใช้น้อยก็จะตัวเล็ก การแสดงภาพรวมนี้สามารถทำได้ทั้งของทุก ๆ คนรวมกัน หรือ เฉพาะบุคคลไป (ซึ่งจะชี้ให้เห็นได้ว่าบุคคลนั้นสนใจเรื่องใดบ้าง)
การให้คะแนนความนิยม(Rating and Popularity)
การที่เว็บมีข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเลือกว่าข้อมูลใดน่าสนใจที่สุด ระบบของ ปัจเจกวิธาน ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการแสดงจำนวนผู้ใช้ที่ได้ใส่ tag
ให้กับเว็บนั้น ๆ ถ้ามีจำนวนผู้ใช้ที่ใส่ tag มากก็แสดงว่าเว็บนั้นเป็นที่นิยม
การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์เพื่อสังคม
ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้และหาข้อมูลผ่านจากซอฟแวร์พวกนี้มากกว่า ไม่ขึ้นอยู่กับตัวซอฟแวร์เพราะได้กล่าวในแต่ละชนิดในขั้นต้นแล้ว
บทที่ 10 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์และมาตรการควบคุม
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Viruses)
หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่ง ที่มนุษย์เขียนขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อรบกวนการทำงานหรือทำลายข้อมูล
- ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการนำขยะหรือข้อมูลอื่นๆ ไปซ้อนทับข้อมูลเดิมบางส่วนที่
- ไวรัสบางชนิดจะทำการควบคุมการทำงานของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แทน
- ไวรัสคอมพิวเตอร์บางชนิดจะทำการเพิ่มเติมบางคำสั่ง (Embedded commands) ลง
- ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนเล็กน้อยในโปรแกรมหรือ
แบ่งไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นสองชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ Application viruses และ System viruses
1. Application viruses จะมีผลหรือมีการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ
2. System viruses ไวรัสชนิดนี้จะติดหรือแพร่กระจายในโปรแกรมจำพวกระบบปฏิบัติการ (Operating systems)
เวอร์มหรือมาโครไวรัส (Macro virus) หมายถึงโปรแกรมซึ่งเป็นอิสระจากโปรแกรมอื่นๆ โดยจะแพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่อยู่บนเครือข่าย
การแพร่กระจายจะคล้ายกับตัวหนอนที่เจาะไซหรือซอกซอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ และแพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอก (Copy) ตนเองออกและส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป
เวอร์มเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ใช้มาโครโปรแกรม (Macro programming) ที่อยู่ในโปรแกรมประยุกต์ในการกระจายหรือแพร่พันธุ์ตัวมันเอง
โลจิกบอมบ์ (Logic bombs) หรือ ม้าโทรจัน (Trojan Horses)
หมายถึงโปรแกรมซึ่งถูกออกแบบมาให้มีการทำงานในลักษณะถูกตั้งเวลาเหมือนระเบิดเวลา โลจิกบอมบ์ชนิดที่มีชื่อเสียงหรือมักกล่าวถึง มีชื่อว่า ม้าโทรจัน ซึ่งมีที่มาจากมหากาพย์
เมืองทรอยในอดีตของโฮมเมอร์ และถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเองเข้าไปในระบบและจะทำงานโดยการดักจับเอารหัสผ่านเข้าสู่ระบบต่างๆ
และส่งกลับไปยังเจ้าของหรือผู้ส่ง เพื่อบุคคลดังกล่าวสามารถเข้าใช้หรือโจมตีระบบในภายหลัง โปรแกรมม้าโทรจันสามารถแฝงมาในได้ในหลายรูปแบบ
เรามักเรียกการทำงานของม้าโทรจันว่า “ปฏิบัติการเพื่อล้วงความลับ”
ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax)
เป็นไวรัสประเภทหนึ่งซึ่งมาในรูปของการสื่อสารที่ต้องการให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจผิด มักถูกส่งมาในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
ข่าวไวรัสหลอกลวงมักมีผลต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก
แนวทางหรือมาตรการในการป้องกัน (Security Measures)
1. การกำหนดแนวปฏิบัติหรือระเบียบปฏิบัติ(Procedures) และนโยบายทั่วๆ ไปในองค์กร อาทิเช่น
- องค์กรมีนโยบายหรือมาตรการให้ผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) บ่อยๆ หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
- มีการกำหนดสิทธิให้ผู้ใช้ระบบเข้าใช้ระบบในส่วนที่จำเป็นต้องเท่านั้น
- มีการกำหนดสิทธิให้ผู้ใช้ระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะในส่วนของตนเองเท่านั้น
- องค์กรอาจมีการนำอุปกรณ์ตรวจจับทางชีวภาพ (Biometric devices) มาใช้ในการควบคุมการเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์
- มีการเข้ารหัสข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
- มีระเบียบปฏิบัติในการควบคุมอย่างชัดแจ้งในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในเรื่องการรักษาความปลอดภัย การเตรียมตัวและการป้องกันการบุกรุกของแฮกเกอร์ (Hackers)หรือแครกเกอร์(Crakers)
รวมถึงขั้นตอนการดูแลรักษาระบบคอมพิวเตอร์เมื่อถูกบุกรุก
- องค์กรควรมีการดูแลและตรวจตราข้อมูล แฟ้มข้อมูล รวมถึงการสำรองแฟ้มข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์รวมถึงระบบเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ
- การเก็บข้อมูลหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา (Log files)
2. การป้องกันโดยซอฟต์แวร์ (Virus protection software)
ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหลายชนิด มีทั้งแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์และซอฟต์แวร์ที่แจกฟรี อาทิเช่น
- ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital signatures)
- การเข้าและถอดรหัส (Encryption)
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Phishing
Phishing ออกเสียงคล้ายกับ fishing คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง โดยผู้ที่ทำการหลอกลวงซึ่งเรียกว่า Phisher
จะใช้วิธีการปลอมแปลงอีเมล์ติดต่อไปยังผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยหลอกให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นจดหมายจากองค์กร หรือบริษัท ห้างร้านที่ผู้ใช้ทำการติดต่อหรือเป็นสมาชิกอยู่
โดยในเนื้อหาจดหมายอาจเป็นข้อความหลอกว่ามีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น และต้องการให้ผู้ใช้ยืนยันข้อมูลส่วนตัวอีกครั้ง ซึ่งก็จะเป็นข้อมูลส่วนตัวซึ่งเป็นความลับ และมีความสำคัญ
เช่น ชื่อผู้ใช้ระบบ(Username) รหัสผ่าน (Password)หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลบัญชีธนาคาร เป็นต้น
หากผู้ใช้ได้รับอีเมล์ลักษณะดังกล่าวและหลงเชื่อดำเนินการตามที่อีเมล์ดังกล่าวระบุ จะทำให้ผู้ที่สร้างอีเมล์หลอกลวงขึ้นมานี้ได้ข้อมูลความลับ
ส่วนตัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไป และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปดำเนินการต่าง ซึ่งก็ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้
ลักษณะของการหลอกลวงดังกล่าว สามารถทำให้ผู้ใช้หลงเชื่อได้ง่าย เนื่องจากผู้ใช้อาจเป็นสมาชิกของบริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตหนึ่งๆ
วิธีป้องกันและรับมือกับ Phishing
1. ระวังอีเมล์ที่มีลักษณะในการขอให้ท่านกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ หรือยืนยันข้อมูลส่วนตัวใดๆ โดยส่วนใหญ่เนื้อหาในจดหมายจะระบุว่าเป็นจดหมายเร่งด่วน ให้ดำเนินการกรอกข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง หากพบอีเมล์ลักษณะดังกล่าว ให้ลบอีเมล์ดังกล่าวทันที และอาจใช้การโทรศัพท์ติดต่อกับทางองค์กร บริษัทห้างร้านด้วยตนเองอีกทีหากมีข้อสงสัย
2. หากต้องการกระทำธุรกรรมใดๆ ควรไปที่ website โดยตรงโดยการพิมพ์ URL ใหม่
3. ไม่ควรคลิกที่ hyperlink ใดๆ หรือรันไฟล์ใดๆ ที่มากับอีเมล์ หรือโปรแกรมสนทนาต่างๆ จากบุคคลที่ไม่รู้จัก
4. ควรติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส และFirewall เพื่อป้องกันการรับอีเมล์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการสื่อสารจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
5. ควรติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ (Patch) ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้งานอยู่ ตลอดเวลา
6. ในการกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญใดๆ ที่เว็บไซต์หนึ่งๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเว็บไซต์ที่ปลอดภัยจะใช้โปรโตคอล https:// แทน http://
7. ควรตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตต่างๆ ที่มีการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นประจำ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไฟร์วอลล์
ไฟร์วอลล์ คือ รูปแบบของโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่ถูกจัดตั้งอยู่บนเครือข่ายเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายภายใน (Intranet)
โดยป้องกันผู้บุกรุก(Intrusion) ที่มาจากเครือข่ายภายนอก (Internet) หรือเป็นการกำหนดนโยบายการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเครือข่ายสองเครือข่าย
โดยสามารถกระทำได้โดยวิธีแตกต่างกันไป แล้วแต่ระบบ ถ้าผู้บุกรุกมาจากจากเครือข่ายภายในระบบนี้จะป้องกันไม่ได้
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Proxy เพื่อป้องกันระบบ Intranet ให้ปลอดภัย อาจมีการนำ Proxy เข้ามาทำงานร่วมกับไฟร์วอลล์ โดยเป็นการติดต่อผ่าน Proxy Server Proxy
ในระบบ Intranet ใดๆที่มีการอนุญาตให้คอมพิวเตอร์แต่ละตัวสามารถติดต่อ Internet servers และ ทรัพยากรต่างๆได้โดยตรงนั้น
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ระบบมีความไม่ปลอดภัยอยู่
วิธีหนึ่งที่สามารถใช้ในการป้องกันปัญหาดังกล่าวคือ การใช้ proxy servers ซึ่ง proxy
คือแอพพลิเคชั่นโปรแกรม โดยโปรแกรมนี้จะทำงานร่วมกับไฟร์วอลล์ โดย proxy servers เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Intranet
สามารถติดต่อไปยัง Internet ได้ง่ายและมีความปลอดภัยด้วย เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Intranetทำการติดต่อไปยัง Internet
Proxy servers จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานทุกอย่าง ดังนั้นผู้ดูแลระบบสามารถที่จะตรวจสอบการบุกรุกได้
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Cookies
Cookie คือแฟ้มข้อมูลชนิด text ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำการจัดเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ที่ไปเรียกใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้น ซึ่งข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นี้
จะเป็นข้อมูลที่เราเข้าไปป้อนข้อมูลหรือมีการทำธุระกรรม ต่างๆ ที่เว็บไซต์นั้น แล้วเว็บไซต์นั้นได้มีการจัดเก็บหรือบันทึกข้อมูลไฟล์นี้
ข้อมูล Cookies ถูกเคลื่อนย้ายอย่างไร
- เมื่อเราพิมพ์ URL ของเว็บไซต์หนึ่ง ไปยังโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เพื่อร้องขอให้เว็บไซต์นั้นแสดงเว็บเพจบนเว็บเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่
- โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการตรวจสอบที่ฮาร์ดดิสค์ ว่ามีไฟล์ Cookie ที่ เว็บไซต์นั้นเคยเก็บไว้หรือไม่ ถ้าพบไฟล์ Cookie
ที่เว็บไซต์นั้นสร้างไว้ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการส่งข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นั้นไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย
- ถ้าหากไม่มีไฟล์ Cookie ส่งไปให้กับเว็บไซต์ เว็บไซต์นั้นก็จะทราบว่าผู้ใช้พึ่งเคยเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เป็นครั้งแรก เว็บไซต์ก็จะสร้างแฟ้มข้อมูลชนิด text
ซึ่งมีข้อมูลหมายเลขที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยเว็บไซต์และอาจมีข้อมูลอื่นๆ แล้วส่งมาเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ใช้
- ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ครั้งต่อๆไป เว็บไซต์ก็สามารถที่จะทำการเพิ่มเติมข้อมูลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลในไฟล์ Cookie นี้ได้
เว็บไซต์ใช้ Cookies เพื่ออะไร
- เว็บไซต์สามารถใช้ประโยชน์จาก Cookie เพื่อให้ทราบจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ เพราะผู้ใช้แต่ละคนจะถูกกำหนดหมายเลขไว้จากเว็บไซต์ ซึ่งทางเว็บไซต์ก็สามารถทราบได้
ว่าเป็นผู้ใช้เก่าหรือใหม่ และผู้ใช้แต่ละคนเข้าใช้เว็บไซต์บ่อยแค่ไหน
- เว็บไซต์ที่มีการซื้อขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้เลือกซื้อสินค้าอะไรไปบ้าง ซึ่งผู้ใช้อาจยังไม่ต้องการจัดการเรื่องการสั่งซื้อในวันนั้น ข้อมูลสินค้าที่ผู้ใช้เลือกไว้ก็สามารถถูกจัดเก็บไว้ที่ Cookie ก่อน
เมื่อผู้ใช้เข้าใช้งานในครั้งถัดไปข้อมูลสินค้าที่เลือกไว้ ก็จะปรากฏขึ้นมาให้โดยไม่ต้องทำการเลือกใหม่อีก
ข้อควรระวังที่เกี่ยวกับ Cookies
เนื่องจากข้อมูลที่ถูกเก็บใน Cookie ซึ่งอาจมีการขโมยข้อมูลจากบุคคลอื่นได้ในระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ ซึ่งผู้ใช้ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่างๆ แก่เว็บไซต์
มาตรการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตจากภัยคุกคามด้านจริยธรรม
ปัจจุบัน ภัยคุกคามอันเกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีมากมาย หนึ่งในภัยจากอินเทอร์เน็ตคือเรื่องเว็บลามกอนาจาร ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ไขปราบปรามการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง
โครงการ ไอซีที ไซเบอร์แคร์ (ICT cyber care) โดยต่อยอดจากไอซีที ไซเบอร์คลีน (ICT cyber clean) แบ่งเป็น 2 สวน คือ
1. ICT gate keeper เฝ้าระวังพิษภัยอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายและวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (gateway) พัฒนาซอฟต์แวร์นี้โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กระทรวงไอซีที ได้มอบหมายให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังปิดกั้นข้อมูลไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง
2. House Keeper ซึ่งจัดทำเป็นแผ่นซีดีรอมและแจกฟรีให้กับผู้ปกครองหรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของกระทรวง โปรแกรมนี้จะมี 3 ส่วน
- ส่วนแรก คิดดี้แคร์ ปิดกั้นเว็บไซต์อนาจารและเว็บที่ไม่เหมาะสมที่กระทรวง
ไอซีที มีข้อมูล คาดว่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
- ต่อมาเป็นส่วนพีเพิลคลีน ติดไอคอนไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะคลิกเข้าไปเมื่อพบภาพลามกอนาจาร ประชาชนจึงสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเฝ้าระวังภัยได้เช่นกัน
- ส่วนสุดท้าย สมาร์ทเกมเมอร์(smart gamer) แก้ปัญหาการติดเกม ควบคุมการเล่นเกมของเด็ก ๆ
ผู้ปกครองจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของการเล่นเกมและช่วยดูแลเรื่องความรุนแรงของเกม แต่ละส่วนนี้คงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา
การยศาสตร์หรือเออร์กอนอมิกส์ (Ergonomics)
การใช้คีย์บอร์ดไม่ถูกวิธีอาจทำให้ปวดไหล่หรือปวดข้อมือเรื้อรังได้
ดังนั้นการติดตั้งควรใช้ถาดเลื่อนคีย์บอร์ดและมีที่สำหรับวางเมาส์ไว้ข้าง ๆ ควรตั้งคีย์ไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป ให้แขน
วางในมุมตั้งฉาก นั่งโดยไหล่ไม่ห่อ หากคีย์บอร์ดอยู่ต่ำกว่าโต๊ะที่วางจอมอนิเตอร์ ให้ปรับคีย์บอร์ดในระดับที่ขนานกับพื้น
ผู้ที่เป็นคนไหล่กว้างควรใช้คีย์บอร์ดแบบแยกเพื่อการใช้งานที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับเคล็ดลับการใช้คีย์บอร์ดนั้น ไม่ควรลงน้ำหนักการพิมพ์แรง ๆ
ตามอารมณ์เพราะจะทำให้ปวดข้อมือได้ ควรปล่อยให้ข้อมืออยู่ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ให้ข้อศอกอยู่ในมุมที่เปิด 90 องศา
หรือมากกว่านั้นโดยให้หัวไหล่ผ่อนคลายและข้อศอกอยู่ข้างลำตัว ลำตัวของผู้ใช้คีย์บอร์ดควรอยู่ตรงกลางไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวาของคีย์บอร์ด
ไม่วางมือบนที่รองแขน ทำได้เฉพาะตอนพักจริง ๆ ถ้าเป็นไปได้อาจจะหาโปรแกรมพิมพ์ด้วยเสียงมาใช้ ซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
จอคอมพิวเตอร์ (Monitor)
ควรติดตั้งจอมอนิเตอร์ให้อยู่ตรงกลาง ไม่ต้องหมุนไปดูจอทำให้ไม่ปวดคอหรือปวดไหล่ การนั่งห่างจากจอประมาณ 1 ช่วงแขน
จะเป็นการถนอมสายตาด้วย ตำแหน่งด้านบนของจอควรให้อยู่ในระดับสายตาและให้แหงนหน้าจอขึ้นเล็กน้อย
เพื่อจะได้ไม่เมื่อยคอเพื่อเอียงคอดูจอ ตรวจไม่ไห้เกิดแสงสะท้อนเนื่องจากแสงที่เข้ามาจากหน้าต่าง พร้อมปรับระดับแสงสว่างให้พอดีกับ
แสงสว่าง ที่สำคัญอย่าจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเพราะจะทำให้แสบตา หลัก 20:20:20 หรือ พักเบรคสัก 20 วินาทีหลังจากทำงาน 20 นาที และมองไปไกล 20 ฟุต
จะช่วยให้สายตาได้พัก
เมาส์ (Mouse)
การใช้เมาส์อย่างไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างมากมาย
เช่น การเกร็งข้อมือเพื่อจับเมาส์จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่โพรงกระดูกข้อมือได้ การทำงานกับคอมพิวเตอร์มีส่วนที่ทำงานหนักที่สุดคือนิ้วและมือ
กล้ามเนื้อที่ควบคุมนิ้วและมือนี้อยู่ที่บริเวณข้อมือถึงข้อศอก ส่วนเส้นประสาทที่ควบคุมมือจะเชื่อมผ่านช่องว่างระหว่างกระดูกข้อมือเรียกว่า โพรงกระดูกข้อมือ
การที่ข้อมือเคลื่อนไหว ขนาดของโพรงกระดูกข้อมือก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย สร้างความกดดันให้กับเส้นประสาทตรงกลาง
การทำงานตลอดวันโดยข้อมืองอและกดทับบนโต๊ะสามารถทำให้เส้นเอ็นหรือเส้นประสาทที่ข้อมือเกิดอาการปวดได้ ในระยะยาวอาจจะเกิดการอักเสบ นำไปสู่การปวด ชา และปวดรุนแรงที่นิ้วมือได้
เก้าอี้ (Chair)
เก้าอี้ควรมีขนาดพอดีตัวไม่เล็กเกินไป สามารถปรับระดับความสูงได้ เท้าต้องวางขนานกับพื้น
เวลานั่งพนักพิงควรราบไปกับหลัง ไม่ควรนั่งงอตัว ควรนั่งพิงพนักให้เต็ม เบาะเก้าอี้ไม่ควรแหงนขึ้นหรือแหงนลง
ควรจะขนานกับพื้น ท่านั่งควรเป็นมุม 90 องศา หัวเข่าตั้งฉากกับพื้น ฝ่าเท้าแนบขนานกับพื้น ควรนั่งให้ตัวตรง
ปรับเก้าอี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่รู้สึกสบายเพื่อให้ไม่ปวดหลัง ควรเดินไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าน เพื่อป้องกันการเมื่อยล้า
แสง (Lighting)
แสงเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อการมองเห็นที่ควรคำนึงถึงเพื่อมิให้บั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน
ควรใช้โคมไฟบนโต๊ะทำงานสีขาวที่มีความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็น
เป็นการดีมากหากตำแหน่งของแสงไฟนั้นสามารถปรับขึ้นลงได้ การใช้ผ้าม่านจะช่วยควบคุมแสงจากภายนอก
หลอดไฟที่ใช้ก็ควรให้แสงสว่างในโทนเดียวกันในห้องที่ผนังมีสีไม่ฉูดฉาดเกินไป
เคล็ดลับต่าง ๆ ดังกล่าวคงจะสามารถช่วยลดอาการเจ็บป่วยอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้คอมพิวเตอร์ไม่มากก็น้อย
การปฏิบัติตนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกหลักการจะทำให้การใช้คอมพิวเตอร์นั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้
edit @ 17 Sep 2008 18:43:48 by 51533316
edit @ 20 Sep 2008 22:10:26 by 51533316