บทที่ 11 ปัญหาสังคมจากเทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรม และกฎหมาย

ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เช่น การที่มนุษย์ใช้โทรศัพท์มือถือ ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือไม่มีความจำเป็นจะต้องทำการจดจำหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่ต้องการติดต่อด้วยอีกต่อไป
เช่น การใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ จะส่งผลต่อความสามารถในการเขียนตัวหนังสือของมนุษย์

มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีผลกระทบซึ่งกันและกัน
เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตทำให้รูปแบบการติดต่อสื่อสารของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนจำนวนมากจะติดต่อกันด้วยอีเมล
แทนการเขียนจดหมาย มีการติดต่อซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการใช้ล่อลวงกันโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อมากขึ้น

มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลไกในการดำรงชีวิตของมนุษย์
เช่น จากการที่มีเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้นทำให้มีการสืบค้นข้อมูลหรือมีการเก็บข้อมูลประจำตัวของมนุษย์เข้ามาใช้มากขึ้น
การดำรงชีวิตของมนุษย์ก็ง่ายขึ้นแค่เพียงมีแค่ข้อมูลจะถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลเฉพาะบุคคลก็เป็นสิ่งง่ายขึ้นแต่เนื่องด้วยจากการที่เราใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกมากขึ้นบางครั้งก็
ทำให้มีผลเสียตามมาในหลายๆเรื่อง บางทีการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปก็อาจจะมีผลเสียต่อตัวเรามากขึ้นเช่นกัน

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
1.ใช้แนวทางสร้างจริยธรรม (Ethic) ในตัวผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะระมัดระวังไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่น
2.สร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพึงรำลึกอยู่เสมอว่า ในสังคมของเราทุกวันนี้ยังมีคนไม่ดีปะปนอยู่มากพอสมควร
3.ใช้แนวทางการควบคุมสังคมโดยใช้วัฒนธรรมที่ดี แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าวัฒนธรรมที่ดีนั้นสามารถควบคุมและแก้ปัญหาสังคมได้ การดำรงอยู่และส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีไว้ เป็นสิ่งจำเป็นในยุคสารสนเทศ ยกตัวอย่างเช่น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยกย่องในผลงานของผู้อื่น เป็นวัฒนธรรมที่ดีและ
4.การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมชุมชน ผู้รับผิดชอบในการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสมาชิกของสังคม พึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และหาการป้องกัน
5.ใช้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจัดการการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันองค์กรต่างๆ
6.ใช้แนวทางการบังคับให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และบทลงโทษของการละเมิด เป็นสิ่งจำเป็น ผู้บริหารระบบสารสนเทศจะต้องระบุข้อกำหนดทางด้านกฎ ระเบียบ

การใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
มีกรอบสาระของกฎหมายในเรื่องต่างๆ ดังนี้
ก. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law)
การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว ไม่ให้มีการนำข้อมูลของบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ
ข. กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Relate Crime)
คุ้มครองสังคมจากความผิดที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร
ค. กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)
คุ้มครองการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ง. กฎหมายการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI)
เพื่ออำนวยการให้มีการทำนิติกรรมสัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
จ. กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature Law)
เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คู่กรณีในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการลงลายมือชื่อ
ฉ. กฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer)
เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโอนเงิน
ช. กฎหมายโทรคมนาคม (Telecommunication Law)
เพื่อจัดการเปิดเสรีให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
อนุญาติให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมได้อย่างทั่วถึง
ซ. กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ฌ. กฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับระบบอินเทอร์เน็ต
ญ. กฎหมายพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

ในส่วนของกรณีของกฎหมายในปัจจุบันได้มีการทำพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ที่ลิงค์ตามที่อ้างอิง
http://www.etcommission.go.th/documents/laws/20070618_CC_Final.pdf

ต่อมาเราจะมาศึกษาในส่วนย่อยๆ สิ่งจะยกตัวอย่างมาใน 5กรณี จากบทเรียนที่ได้สรุปมา
กรณีที่ 1 : นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา เปิด e-mail ลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชาอ่านได้หรือไม่?
ในการใช้งาน e-mail ภายในองค์กรนั้น จะมีคำถามว่า ถ้าองค์กรนั้น ๆ มีการกำหนด User name และ Password
ให้กับคนในองค์กร แล้วถ้านายจ้างหรือผู้บังคับบัญชารู้ User name และ Password ของคนในองค์กรแล้ว นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชามีสามารถเปิดอ่าน e-mail
มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาขององค์กรนั้น ๆ สามารถเปิดดูและตรวจสอบ e-mail
ของลูกจ้างได้รวมทั้งสามารถดูแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของบริษัทได้ หากเป็น e-mail ที่เป็นขององค์กร เพราะเป็น e-mail
สำหรับการปฏิบัติงาน แต่หากเป็น e-mail อื่นที่ไม่ใช่ขององค์กร นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดอ่าน หากนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาละเมิดสิทธิ์
ลูกจ้างสมารถฟ้องร้องนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งได้

กรณีที่ 2 : การ Copy รูปภาพ/ข้อความบนเว็บไซต์ของผู้อื่นมาใช้ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกกรณีหรือเปล่า?
หากต้องทำการ copy รูปภาพหรือข้อความบนเว็บไซต์ของผู้อื่นมาใช้งาน จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของเสียก่อน
เพราะหากนำมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย หากนำไปใช้เพื่อการค้าอาจถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาได้ อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีเพื่อการศึกษา
โดยต้องมีการอ้างอิงและขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์

กรณีที่ 3 การหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ต สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้หรือไม่?
หากมีการหมิ่นประมาทบุคคลผ่านทางอินเทอร์เน็ต สามารถฟ้องร้องได้ทั้งคดีอาญา และคดีแพ่ง ซึ่งตามกฎหมาย การหมิ่นประมาททางแพ่งหมายถึง “
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนความจริง และการกล่าวหรือไขข่าวนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของบุคคลอื่น
ซึ่งแม้ว่าผู้ที่หมิ่นประมาทจะไม่รู้ว่าข้อความที่ตนกล่าวหรือไขข่าวนั้นไม่จริง แต่หากว่าควรจะรู้ได้ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น”

กรณีที่ 4 : การทำ Hyperlink ยังไงไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์?
การอ้างอิงเว็บไซต์ของผู้อื่น มาใส่ไว้ในเว็บของเรา มีโอกาสละเมิดลิขสิทธิ์ หากมีการมองว่าเป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์
 แต่ถ้าการเชื่อมโยงนั้นเป็นการเชื่อมโยงต่อไปยังหน้าแรกของเว็บผู้อื่นก็สามารถทำได้แต่ควรขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย
หากเป็นการเชื่อมโยงลึกลงไปถึงเนื้อหาส่วนอื่นของเว็บผู้อื่นจะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ใครนำเว็บของเราไปเชื่อมโยงอาจจะระบุไว้ที่เว็บเลยว่า
ไม่อนุญาตจะทำให้ผู้ที่เข้ามาเชื่อมโยง หากยังมีการละเมิดสิทธิ์ก็จะมีความผิดโดยไม่ต้องตีความ

กรณีที่ 5 : โหลดโปรแกรมหรือเพลงทางอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายหรือเปล่า?
การ Download โปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตมาใช้งานแบบถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต่อเมื่อโปรแกรมที่ผู้ใช้ Download มาใช้นั้น
ถูกระบุว่าเป็นประเภท Freeware, Shareware

ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม (Social Software)

ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนสามารถนัดพบปะเชื่อมสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง เกิดเป็นสังคม
จำแนกกลุ่มของซอฟต์แวร์เพื่อสังคมนั้น ในตอนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต
2. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการจัดการความรู้


ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
เครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม เช่น
1.เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็น Asynchronous และ Synchronous
แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
- เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกัน (Asynchronous) คือไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกัน
- เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่ม แบบสองฝ่ายพร้อมกัน (Synchronous )

2. เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้
เป็นเครื่องมือเพื่อการใช้ข้อมูลร่วมกัน รวมทั้งให้ความรู้ และสร้างความรู้ใหม่ เช่น Wiki , Blog เป็นต้น

ความหมายของคำว่า Blog
Blog มาจากคำเต็มว่า WeBlog บางครั้งอ่านว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือ บล็อก (Blog)
Blog คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ ใน blog นั้นจะมีเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจต่าง ๆ
Blog จะมีลักษณะบางประการที่แตกต่างจากเว็บเพจมาตรฐานทั่วไป Blog จะมีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้สร้างหน้าเว็บใหม่ได้ง่าย
Blog แตกต่างจากเว็บอื่น ๆ อย่างไร - Blog จะมีลักษณะบางประการที่แตกต่างจากเว็บเพจมาตรฐานทั่วไป Blog จะมีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้สร้างหน้าเว็บใหม่ได้ง่าย

Wiki อ่านออกเสียง "wicky", "weekee" หรือ "veekee"
เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์ โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร html
Wikipedia เป็นระบบสารานุกรม

Internet forums
อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถโพสหัวข้อลงไปในกระดาน ผู้ใช้คนอื่นๆ ก็สามารถเลือกดูหัวข้อหรือแม้กระทั่งโพสความคิดเห็นของตนเองลงไปได้ ฟอรั่มโดยส่วนใหญ่
จะอนุญาตให้ใครก็ได้สามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานได้ตลอดเวลา มีเพียงบางฟอรั่มที่อนุญาติเฉพาะกลุ่ม อาจจะต้องมีการเสียตังเข้าไปเพื่อใช้งานเฉพาะกลุ่มหรือจำกัดจำนวนสมาชิกเพื่อการเข้าใช้

Instant Messaging
เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ Relative privacy ( ออกจะเป็นส่วนตัว )
เช่น MSN Messenger เป็นต้น

ปัจเจกวิธาน (Folksonomy)
ก่อนหน้าการกำเนิดขึ้นของปัจเจกวิธาน โดยทั่วไปแล้ว ได้มีการจัดกลุ่มการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปมี 3 แบบ คือ
- ค้นหาในเนื้อความ (Text Search)
- เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronological)
- แยกตามกลุ่มประเภท (Category, Classification)

ค้นหาในเนื้อความ
Google ที่ก่อตั้งโดย Sergery Brin และ Larry Page ได้ออกแบบเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บโดยคำนวณจากการนับ Link จากเว็บอื่นที่ชี้มาที่เว็บหนึ่ง ๆ
เป็นที่น่าติดตามว่าจะมีเทคนิควิธีในการค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ อย่างไรต่อไป
เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronological)
เนื้อหาข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงลำดับเวลาโดยแสดงตามเวลาใหม่ล่าสุดก่อน เช่น เว็บไซต์ประเภทข่าว อย่าง CNN, BBC และ google news
แยกตามกลุ่มประเภท (Category, Classification)
การจัดระเบียบแบบนี้ยึดเอาหัวข้อเป็นหลัก แล้วแยกประเภทออกไป

ข้อมูลที่มีมากมายบนอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดปัญหาในการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ซึ่ง ปัจเจกวิธาน เป็นรูปแบบหนึ่งในการจัดการข่าวสารความรู้สำหรับปัจเจกบุคคลอันนำมาซึ่งประโยชน์อันกว้างขวางในการศึกษาความสนใจและพฤติกรรมของกลุ่มชนหรือสังคมโดยรวมได้
ปัญหาที่พบเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต ได้แก่
- เนื้อหามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรายวัน
- การค้นหาข้อมูลที่ตรงตามความต้องการมากที่สุดทำได้ยาก เนื่องจากเนื้อหาที่มีจำนวนมาก
- การค้นหาข้อมูลเฉพาะด้านที่ขึ้นกับความสนใจของผู้ทำการค้นไม่ตรงจุด
- ข้อมูลที่พบอาจจะขาดความน่าเชื่อถือ

การที่ใคร ๆ สามารถสร้างเนื้อหาเผยแพร่บนเว็บได้ง่าย โดยผ่านทาง Blog และ Forum
ทำให้การจัดเก็บข้อมูลต้องมีการพิจารณาให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงานกับข้อมูลจำนวนมากบนอาณาเขตอินเตอร์เน็ตที่กว้างใหญ่ได้
ปัญหาหนึ่งคือ ไม่สามารถหาวิธีจัดกลุ่มเนื้อหาที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันของคนทั้งโลกได้ อาจจะทำได้เพียงไม่ถึง 1 % ของเว็บทั้งหมด

Joshua Schachter เริ่มรวบรวมเก็บเว็บต่าง ๆ เป็น Bookmark ของตนเองคนเดียวไว้มากและใช้ Keyword
เพื่อจัดกลุ่มแทน เช่น “search engine tools” และ “password security tools”
เมื่อต้องการเรียกเว็บที่มีคำว่า tools ก็จะสามารถดึงรายชื่อเว็บทั้งหมดออกมาได้ทันที ปัจเจกวิธาน เรียก keyword นี้ว่า tag เป็นคำสัก 2-7 คำที่เกี่ยวกับเว็บใหม่ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มเว็บได้
วิธีการใช้ tag นี้มีความสะดวกตรงที่ไม่ต้องจำลำดับชั้นการจัดระเบียบเช่นเดิม การค้นเจอเว็บก็ได้จาก tag หลาย ๆ ตัวได้ ไม่จำกัดอยู่แต่ข้อมูลใน Folder
เดียวกัน Joshua นำให้ทุก ๆ คนสามารถตรวจดูเว็บที่มีการตั้งชื่อ tag โดยผู้อื่นได้

คำว่า Folksonomy นี้ มีที่มาจากการที่ ใครก็ได้ทุก ๆ คน (Folk) มีสิทธิในการจัดทำอนุกรมวิธาน (Taxonomy)
หรือ จัดกลุ่มประเภทหมวดหมู่ของเอกสารในโลกอินเทอร์เน็ตให้อยู่ในแบบที่ตนเข้าใจ ต่างจากการทำ Taxsonomy เช่น การจัดประเภทสัตว์หรือพืช ที่อาศัย ผู้รู้ เป็นผู้ดำเนินการและให้ผู้อื่นจัดว่าอะไรควรจะอยู่ประเภทไหนตามที่ผู้รู้นั้นได้กำหนดไว้แล้ว
คุณลักษณะพิเศษที่ได้จาก ปัจเจกวิธาน
- กระแสการติดตามเว็บใหม่ ๆ ตามชื่อ Tag(Stream and Feed)
- การเห็นกลุ่ม Tag ก่อตัวกันตามหัวเรื่องที่สนใจ (Tag Cloud)
- การให้คะแนนความนิยม(Rating and Popularity)
- การท่องอินเทอร์เน็ตอย่างที่มีเนื้อหาข้อมูลข้ามสายกัน(Cross-Navigation)

การเห็นกลุ่ม Tag ก่อตัวกันมองคล้ายกลุ่มเมฆ ตามหัวเรื่องที่สนใจ (Tag Cloud)
เมื่อมีการใส่ tag เป็นจำนวนมากแล้ว ระบบของ ปัจเจกวิธาน สามารถแสดงภาพรวมออกมาได้ว่าทุก ๆ คนใช้ tag ใดมากน้อยเพียงใดดังรูป tag ใดที่มีคนใช้มาก
 ก็จะตัวใหญ่ tag ใดใช้น้อยก็จะตัวเล็ก การแสดงภาพรวมนี้สามารถทำได้ทั้งของทุก ๆ คนรวมกัน หรือ เฉพาะบุคคลไป (ซึ่งจะชี้ให้เห็นได้ว่าบุคคลนั้นสนใจเรื่องใดบ้าง)
การให้คะแนนความนิยม(Rating and Popularity)
การที่เว็บมีข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเลือกว่าข้อมูลใดน่าสนใจที่สุด ระบบของ ปัจเจกวิธาน ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการแสดงจำนวนผู้ใช้ที่ได้ใส่ tag
ให้กับเว็บนั้น ๆ ถ้ามีจำนวนผู้ใช้ที่ใส่ tag มากก็แสดงว่าเว็บนั้นเป็นที่นิยม

การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์เพื่อสังคม
ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้และหาข้อมูลผ่านจากซอฟแวร์พวกนี้มากกว่า ไม่ขึ้นอยู่กับตัวซอฟแวร์เพราะได้กล่าวในแต่ละชนิดในขั้นต้นแล้ว

บทที่ 10 ปัญหาที่เกิดจากคอมพิวเตอร์และมาตรการควบคุม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Viruses)
หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่ง ที่มนุษย์เขียนขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อรบกวนการทำงานหรือทำลายข้อมูล
- ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการนำขยะหรือข้อมูลอื่นๆ ไปซ้อนทับข้อมูลเดิมบางส่วนที่
- ไวรัสบางชนิดจะทำการควบคุมการทำงานของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แทน
- ไวรัสคอมพิวเตอร์บางชนิดจะทำการเพิ่มเติมบางคำสั่ง (Embedded commands) ลง
- ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนเล็กน้อยในโปรแกรมหรือ
แบ่งไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นสองชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ Application viruses และ System viruses
1. Application viruses จะมีผลหรือมีการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ
2. System viruses ไวรัสชนิดนี้จะติดหรือแพร่กระจายในโปรแกรมจำพวกระบบปฏิบัติการ (Operating systems)

เวอร์มหรือมาโครไวรัส (Macro virus) หมายถึงโปรแกรมซึ่งเป็นอิสระจากโปรแกรมอื่นๆ โดยจะแพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่อยู่บนเครือข่าย
การแพร่กระจายจะคล้ายกับตัวหนอนที่เจาะไซหรือซอกซอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ และแพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอก (Copy) ตนเองออกและส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป
เวอร์มเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ใช้มาโครโปรแกรม (Macro programming) ที่อยู่ในโปรแกรมประยุกต์ในการกระจายหรือแพร่พันธุ์ตัวมันเอง

โลจิกบอมบ์ (Logic bombs) หรือ ม้าโทรจัน (Trojan Horses)
หมายถึงโปรแกรมซึ่งถูกออกแบบมาให้มีการทำงานในลักษณะถูกตั้งเวลาเหมือนระเบิดเวลา โลจิกบอมบ์ชนิดที่มีชื่อเสียงหรือมักกล่าวถึง มีชื่อว่า ม้าโทรจัน ซึ่งมีที่มาจากมหากาพย์
เมืองทรอยในอดีตของโฮมเมอร์ และถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเองเข้าไปในระบบและจะทำงานโดยการดักจับเอารหัสผ่านเข้าสู่ระบบต่างๆ
และส่งกลับไปยังเจ้าของหรือผู้ส่ง เพื่อบุคคลดังกล่าวสามารถเข้าใช้หรือโจมตีระบบในภายหลัง โปรแกรมม้าโทรจันสามารถแฝงมาในได้ในหลายรูปแบบ
เรามักเรียกการทำงานของม้าโทรจันว่า “ปฏิบัติการเพื่อล้วงความลับ”

ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax)
เป็นไวรัสประเภทหนึ่งซึ่งมาในรูปของการสื่อสารที่ต้องการให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจผิด มักถูกส่งมาในรูปแบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
ข่าวไวรัสหลอกลวงมักมีผลต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก

แนวทางหรือมาตรการในการป้องกัน (Security Measures)
1. การกำหนดแนวปฏิบัติหรือระเบียบปฏิบัติ(Procedures) และนโยบายทั่วๆ ไปในองค์กร อาทิเช่น
- องค์กรมีนโยบายหรือมาตรการให้ผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) บ่อยๆ หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
- มีการกำหนดสิทธิให้ผู้ใช้ระบบเข้าใช้ระบบในส่วนที่จำเป็นต้องเท่านั้น
- มีการกำหนดสิทธิให้ผู้ใช้ระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะในส่วนของตนเองเท่านั้น
- องค์กรอาจมีการนำอุปกรณ์ตรวจจับทางชีวภาพ (Biometric devices) มาใช้ในการควบคุมการเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์
- มีการเข้ารหัสข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
- มีระเบียบปฏิบัติในการควบคุมอย่างชัดแจ้งในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในเรื่องการรักษาความปลอดภัย การเตรียมตัวและการป้องกันการบุกรุกของแฮกเกอร์ (Hackers)หรือแครกเกอร์(Crakers)
รวมถึงขั้นตอนการดูแลรักษาระบบคอมพิวเตอร์เมื่อถูกบุกรุก
- องค์กรควรมีการดูแลและตรวจตราข้อมูล แฟ้มข้อมูล รวมถึงการสำรองแฟ้มข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์รวมถึงระบบเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ
- การเก็บข้อมูลหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา (Log files)
2. การป้องกันโดยซอฟต์แวร์ (Virus protection software)
ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหลายชนิด มีทั้งแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์และซอฟต์แวร์ที่แจกฟรี อาทิเช่น
- ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital signatures)
- การเข้าและถอดรหัส (Encryption)

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Phishing
Phishing ออกเสียงคล้ายกับ fishing คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง โดยผู้ที่ทำการหลอกลวงซึ่งเรียกว่า Phisher
จะใช้วิธีการปลอมแปลงอีเมล์ติดต่อไปยังผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยหลอกให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นจดหมายจากองค์กร หรือบริษัท ห้างร้านที่ผู้ใช้ทำการติดต่อหรือเป็นสมาชิกอยู่
โดยในเนื้อหาจดหมายอาจเป็นข้อความหลอกว่ามีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น และต้องการให้ผู้ใช้ยืนยันข้อมูลส่วนตัวอีกครั้ง ซึ่งก็จะเป็นข้อมูลส่วนตัวซึ่งเป็นความลับ และมีความสำคัญ
 เช่น ชื่อผู้ใช้ระบบ(Username) รหัสผ่าน (Password)หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลบัญชีธนาคาร เป็นต้น
หากผู้ใช้ได้รับอีเมล์ลักษณะดังกล่าวและหลงเชื่อดำเนินการตามที่อีเมล์ดังกล่าวระบุ จะทำให้ผู้ที่สร้างอีเมล์หลอกลวงขึ้นมานี้ได้ข้อมูลความลับ
ส่วนตัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไป และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปดำเนินการต่าง ซึ่งก็ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้
ลักษณะของการหลอกลวงดังกล่าว สามารถทำให้ผู้ใช้หลงเชื่อได้ง่าย เนื่องจากผู้ใช้อาจเป็นสมาชิกของบริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตหนึ่งๆ

วิธีป้องกันและรับมือกับ Phishing
1. ระวังอีเมล์ที่มีลักษณะในการขอให้ท่านกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ หรือยืนยันข้อมูลส่วนตัวใดๆ โดยส่วนใหญ่เนื้อหาในจดหมายจะระบุว่าเป็นจดหมายเร่งด่วน ให้ดำเนินการกรอกข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง หากพบอีเมล์ลักษณะดังกล่าว ให้ลบอีเมล์ดังกล่าวทันที และอาจใช้การโทรศัพท์ติดต่อกับทางองค์กร บริษัทห้างร้านด้วยตนเองอีกทีหากมีข้อสงสัย
2. หากต้องการกระทำธุรกรรมใดๆ ควรไปที่ website โดยตรงโดยการพิมพ์ URL ใหม่
3. ไม่ควรคลิกที่ hyperlink ใดๆ หรือรันไฟล์ใดๆ ที่มากับอีเมล์ หรือโปรแกรมสนทนาต่างๆ จากบุคคลที่ไม่รู้จัก
4. ควรติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส และFirewall เพื่อป้องกันการรับอีเมล์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการสื่อสารจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
5. ควรติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ (Patch) ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้งานอยู่ ตลอดเวลา
6. ในการกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญใดๆ ที่เว็บไซต์หนึ่งๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเว็บไซต์ที่ปลอดภัยจะใช้โปรโตคอล https:// แทน http://
7. ควรตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตต่างๆ ที่มีการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นประจำ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไฟร์วอลล์
ไฟร์วอลล์ คือ รูปแบบของโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่ถูกจัดตั้งอยู่บนเครือข่ายเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายภายใน (Intranet)
โดยป้องกันผู้บุกรุก(Intrusion) ที่มาจากเครือข่ายภายนอก (Internet) หรือเป็นการกำหนดนโยบายการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเครือข่ายสองเครือข่าย
โดยสามารถกระทำได้โดยวิธีแตกต่างกันไป แล้วแต่ระบบ ถ้าผู้บุกรุกมาจากจากเครือข่ายภายในระบบนี้จะป้องกันไม่ได้

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Proxy เพื่อป้องกันระบบ Intranet ให้ปลอดภัย อาจมีการนำ Proxy เข้ามาทำงานร่วมกับไฟร์วอลล์ โดยเป็นการติดต่อผ่าน Proxy Server Proxy
ในระบบ Intranet ใดๆที่มีการอนุญาตให้คอมพิวเตอร์แต่ละตัวสามารถติดต่อ Internet servers และ ทรัพยากรต่างๆได้โดยตรงนั้น
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ระบบมีความไม่ปลอดภัยอยู่

วิธีหนึ่งที่สามารถใช้ในการป้องกันปัญหาดังกล่าวคือ การใช้ proxy servers ซึ่ง proxy
คือแอพพลิเคชั่นโปรแกรม โดยโปรแกรมนี้จะทำงานร่วมกับไฟร์วอลล์ โดย proxy servers เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Intranet
สามารถติดต่อไปยัง Internet ได้ง่ายและมีความปลอดภัยด้วย เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Intranetทำการติดต่อไปยัง Internet
Proxy servers จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานทุกอย่าง ดังนั้นผู้ดูแลระบบสามารถที่จะตรวจสอบการบุกรุกได้

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Cookies
Cookie คือแฟ้มข้อมูลชนิด text ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำการจัดเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ที่ไปเรียกใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้น ซึ่งข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นี้
จะเป็นข้อมูลที่เราเข้าไปป้อนข้อมูลหรือมีการทำธุระกรรม ต่างๆ ที่เว็บไซต์นั้น แล้วเว็บไซต์นั้นได้มีการจัดเก็บหรือบันทึกข้อมูลไฟล์นี้

ข้อมูล Cookies ถูกเคลื่อนย้ายอย่างไร
- เมื่อเราพิมพ์ URL ของเว็บไซต์หนึ่ง ไปยังโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เพื่อร้องขอให้เว็บไซต์นั้นแสดงเว็บเพจบนเว็บเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่
- โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการตรวจสอบที่ฮาร์ดดิสค์ ว่ามีไฟล์ Cookie ที่ เว็บไซต์นั้นเคยเก็บไว้หรือไม่ ถ้าพบไฟล์ Cookie
ที่เว็บไซต์นั้นสร้างไว้ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการส่งข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Cookie นั้นไปยังเว็บไซต์นั้นด้วย
- ถ้าหากไม่มีไฟล์ Cookie ส่งไปให้กับเว็บไซต์ เว็บไซต์นั้นก็จะทราบว่าผู้ใช้พึ่งเคยเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เป็นครั้งแรก เว็บไซต์ก็จะสร้างแฟ้มข้อมูลชนิด text
ซึ่งมีข้อมูลหมายเลขที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยเว็บไซต์และอาจมีข้อมูลอื่นๆ แล้วส่งมาเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสค์ของผู้ใช้
- ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ครั้งต่อๆไป เว็บไซต์ก็สามารถที่จะทำการเพิ่มเติมข้อมูลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลในไฟล์ Cookie นี้ได้
เว็บไซต์ใช้ Cookies เพื่ออะไร
- เว็บไซต์สามารถใช้ประโยชน์จาก Cookie เพื่อให้ทราบจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ เพราะผู้ใช้แต่ละคนจะถูกกำหนดหมายเลขไว้จากเว็บไซต์ ซึ่งทางเว็บไซต์ก็สามารถทราบได้
ว่าเป็นผู้ใช้เก่าหรือใหม่ และผู้ใช้แต่ละคนเข้าใช้เว็บไซต์บ่อยแค่ไหน
- เว็บไซต์ที่มีการซื้อขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้เลือกซื้อสินค้าอะไรไปบ้าง ซึ่งผู้ใช้อาจยังไม่ต้องการจัดการเรื่องการสั่งซื้อในวันนั้น ข้อมูลสินค้าที่ผู้ใช้เลือกไว้ก็สามารถถูกจัดเก็บไว้ที่ Cookie ก่อน
เมื่อผู้ใช้เข้าใช้งานในครั้งถัดไปข้อมูลสินค้าที่เลือกไว้ ก็จะปรากฏขึ้นมาให้โดยไม่ต้องทำการเลือกใหม่อีก

ข้อควรระวังที่เกี่ยวกับ Cookies
เนื่องจากข้อมูลที่ถูกเก็บใน Cookie ซึ่งอาจมีการขโมยข้อมูลจากบุคคลอื่นได้ในระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ ซึ่งผู้ใช้ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่างๆ แก่เว็บไซต์

มาตรการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตจากภัยคุกคามด้านจริยธรรม
ปัจจุบัน ภัยคุกคามอันเกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีมากมาย หนึ่งในภัยจากอินเทอร์เน็ตคือเรื่องเว็บลามกอนาจาร ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ไขปราบปรามการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง
โครงการ ไอซีที ไซเบอร์แคร์ (ICT cyber care) โดยต่อยอดจากไอซีที ไซเบอร์คลีน (ICT cyber clean) แบ่งเป็น 2 สวน คือ
1. ICT gate keeper เฝ้าระวังพิษภัยอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายและวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (gateway) พัฒนาซอฟต์แวร์นี้โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กระทรวงไอซีที ได้มอบหมายให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังปิดกั้นข้อมูลไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง
2. House Keeper ซึ่งจัดทำเป็นแผ่นซีดีรอมและแจกฟรีให้กับผู้ปกครองหรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของกระทรวง โปรแกรมนี้จะมี 3 ส่วน
- ส่วนแรก คิดดี้แคร์ ปิดกั้นเว็บไซต์อนาจารและเว็บที่ไม่เหมาะสมที่กระทรวง
ไอซีที มีข้อมูล คาดว่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
- ต่อมาเป็นส่วนพีเพิลคลีน ติดไอคอนไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะคลิกเข้าไปเมื่อพบภาพลามกอนาจาร ประชาชนจึงสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเฝ้าระวังภัยได้เช่นกัน
- ส่วนสุดท้าย สมาร์ทเกมเมอร์(smart gamer) แก้ปัญหาการติดเกม ควบคุมการเล่นเกมของเด็ก ๆ
ผู้ปกครองจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของการเล่นเกมและช่วยดูแลเรื่องความรุนแรงของเกม แต่ละส่วนนี้คงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา

การยศาสตร์หรือเออร์กอนอมิกส์ (Ergonomics)
การใช้คีย์บอร์ดไม่ถูกวิธีอาจทำให้ปวดไหล่หรือปวดข้อมือเรื้อรังได้
ดังนั้นการติดตั้งควรใช้ถาดเลื่อนคีย์บอร์ดและมีที่สำหรับวางเมาส์ไว้ข้าง ๆ ควรตั้งคีย์ไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป ให้แขน
วางในมุมตั้งฉาก นั่งโดยไหล่ไม่ห่อ หากคีย์บอร์ดอยู่ต่ำกว่าโต๊ะที่วางจอมอนิเตอร์ ให้ปรับคีย์บอร์ดในระดับที่ขนานกับพื้น
ผู้ที่เป็นคนไหล่กว้างควรใช้คีย์บอร์ดแบบแยกเพื่อการใช้งานที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับเคล็ดลับการใช้คีย์บอร์ดนั้น ไม่ควรลงน้ำหนักการพิมพ์แรง ๆ
ตามอารมณ์เพราะจะทำให้ปวดข้อมือได้ ควรปล่อยให้ข้อมืออยู่ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ให้ข้อศอกอยู่ในมุมที่เปิด 90 องศา
หรือมากกว่านั้นโดยให้หัวไหล่ผ่อนคลายและข้อศอกอยู่ข้างลำตัว ลำตัวของผู้ใช้คีย์บอร์ดควรอยู่ตรงกลางไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวาของคีย์บอร์ด
ไม่วางมือบนที่รองแขน ทำได้เฉพาะตอนพักจริง ๆ ถ้าเป็นไปได้อาจจะหาโปรแกรมพิมพ์ด้วยเสียงมาใช้ ซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

จอคอมพิวเตอร์ (Monitor)
ควรติดตั้งจอมอนิเตอร์ให้อยู่ตรงกลาง ไม่ต้องหมุนไปดูจอทำให้ไม่ปวดคอหรือปวดไหล่ การนั่งห่างจากจอประมาณ 1 ช่วงแขน
จะเป็นการถนอมสายตาด้วย ตำแหน่งด้านบนของจอควรให้อยู่ในระดับสายตาและให้แหงนหน้าจอขึ้นเล็กน้อย
 เพื่อจะได้ไม่เมื่อยคอเพื่อเอียงคอดูจอ ตรวจไม่ไห้เกิดแสงสะท้อนเนื่องจากแสงที่เข้ามาจากหน้าต่าง พร้อมปรับระดับแสงสว่างให้พอดีกับ
แสงสว่าง ที่สำคัญอย่าจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเพราะจะทำให้แสบตา หลัก 20:20:20 หรือ พักเบรคสัก 20 วินาทีหลังจากทำงาน 20 นาที และมองไปไกล 20 ฟุต
จะช่วยให้สายตาได้พัก

เมาส์ (Mouse)
การใช้เมาส์อย่างไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างมากมาย
เช่น การเกร็งข้อมือเพื่อจับเมาส์จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่โพรงกระดูกข้อมือได้ การทำงานกับคอมพิวเตอร์มีส่วนที่ทำงานหนักที่สุดคือนิ้วและมือ
กล้ามเนื้อที่ควบคุมนิ้วและมือนี้อยู่ที่บริเวณข้อมือถึงข้อศอก ส่วนเส้นประสาทที่ควบคุมมือจะเชื่อมผ่านช่องว่างระหว่างกระดูกข้อมือเรียกว่า โพรงกระดูกข้อมือ
การที่ข้อมือเคลื่อนไหว ขนาดของโพรงกระดูกข้อมือก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย สร้างความกดดันให้กับเส้นประสาทตรงกลาง
การทำงานตลอดวันโดยข้อมืองอและกดทับบนโต๊ะสามารถทำให้เส้นเอ็นหรือเส้นประสาทที่ข้อมือเกิดอาการปวดได้ ในระยะยาวอาจจะเกิดการอักเสบ นำไปสู่การปวด ชา และปวดรุนแรงที่นิ้วมือได้

เก้าอี้ (Chair)
เก้าอี้ควรมีขนาดพอดีตัวไม่เล็กเกินไป สามารถปรับระดับความสูงได้ เท้าต้องวางขนานกับพื้น
เวลานั่งพนักพิงควรราบไปกับหลัง ไม่ควรนั่งงอตัว ควรนั่งพิงพนักให้เต็ม เบาะเก้าอี้ไม่ควรแหงนขึ้นหรือแหงนลง
ควรจะขนานกับพื้น ท่านั่งควรเป็นมุม 90 องศา หัวเข่าตั้งฉากกับพื้น ฝ่าเท้าแนบขนานกับพื้น ควรนั่งให้ตัวตรง
ปรับเก้าอี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่รู้สึกสบายเพื่อให้ไม่ปวดหลัง ควรเดินไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าน เพื่อป้องกันการเมื่อยล้า

แสง (Lighting)
แสงเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อการมองเห็นที่ควรคำนึงถึงเพื่อมิให้บั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน
ควรใช้โคมไฟบนโต๊ะทำงานสีขาวที่มีความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็น
เป็นการดีมากหากตำแหน่งของแสงไฟนั้นสามารถปรับขึ้นลงได้ การใช้ผ้าม่านจะช่วยควบคุมแสงจากภายนอก
หลอดไฟที่ใช้ก็ควรให้แสงสว่างในโทนเดียวกันในห้องที่ผนังมีสีไม่ฉูดฉาดเกินไป
เคล็ดลับต่าง ๆ ดังกล่าวคงจะสามารถช่วยลดอาการเจ็บป่วยอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้คอมพิวเตอร์ไม่มากก็น้อย
การปฏิบัติตนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกหลักการจะทำให้การใช้คอมพิวเตอร์นั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้

edit @ 17 Sep 2008 18:43:48 by 51533316

 

edit @ 20 Sep 2008 22:10:26 by 51533316

บทที่ 6 เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

Computer Network คือการใช้ข้อมูลร่วมกัันผ่านระบบคอมพิวเตอร์
แบ่งเป็น

1.ทางกายภาพ(Physical Connection)
ารเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วโดยผ่านโมเด็ม

Modem แบ่งได้ 2 ชนิด
-ชนิดติดตั้งภายใน Internal Modem
-ชนิดติดตั้งภายนอก External Modem

2.ทางซอฟต์แวร์(Logical Connection) 

 

การเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายท้องถิ่น
(Local Area Network หรือ LAN) -เชื่อมต่อระยะใกล้

 

การเชื่อมต่อเครือข่ายท้องถิ่นเป็นเครือข่ายระยะไกล
(Wide Area Network หรือ WAN) -เชื่อมต่อระยะไกล

  เครื่องปลายทางนิยมเรียกทับศัพท์ว่า Router หรือ Gateway เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน

เครือข่ายดิจิตอลความเร็วสูง (High Speed Digital Access) 

ADSL การสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง

SDSL ความเร็วขาขึ้น และ ความเร็วขาลงของ SDSL เท่ากัน เทคโนโลยีนี้เหมาะสมกับการ
นำมาใช้ในงานด้านธุรกิจ 

HDSL เดิมมีขีดจำกัดในด้านระยะทางเพียง 1 กิโลเมตร ให้ส่งสัญญาณได้ไกลมากขึ้นถึง 3.6 กิโลเมตรด้วย
ความเร็ว 2 Mbps 

VDSL มีลักษณะการทำงานคล้าย ADSL
สามารถใช้งานได้กับสายนำสัญญาณหลายชนิด เช่น สายแกนร่วม (Coax) สายใยแก้ว (Fiber-optic) สายตีเกลียวคู่(Twisted-pair)

บทที่ 7 การเชื่อมต่อทางซอฟต์แวร์ในระบบเครือข่าย และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การเชื่อมต่อทางซอฟต์แวร์ (Logical Connection)
ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับสื่อสารข้อมูล ทำหน้าที่ กำหนดรูปแบบ
และวิธีการในการสื่อสารข้อมูล
เรียกว่าโพรโตคอล (Protocol)

เนื่องจากซอฟต์แวร์สำหรับสื่อสารข้อมูลประกอบด้วยโพรโตคอลเป็นจำนวนมาก
และจำเป็นต้องใช้งานร่วมกัน จึงนิยมเรียกซอฟต์แวร์สำหรับการสื่อสารข้อมูลเป็น
ชุดโพรโตคอล (Protocol Suite)

ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง
นั้น
เครื่องทั้งสองจะเกิดการติดต่อสื่อสารข้อมูลกันได้ก็ต่อเมื่อใช้โพรโตคอลชุดเดียวกันเท่านั้น
ชุดโพรโตคอลสำหรับการสื่อสารข้อมูลในเครือข่ายมีหลายชนิด
เช่น ชุดโพรโตคอล TCP/IP ที่ใช้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  และชุดโพรโตคอล IPX/NetBUEI ที่ใช้ใน
เครือข่ายของบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นต้น

โปรแกรมประยุกต์สำหรับเครือข่าย (Network Application)
เป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างการ
ติดต่อจากโปรแกรมของผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ขอใช้บริการ (Client) ซึ่งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ (Server) ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกันหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นก็ได้ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะอยู่ที่ใดในเครือข่าย

โปรแกรมผู้ขอใช้บริการในกลุ่มที่เรียกว่า Web Browser สามารถสร้างการติดต่อไปยังโปรแกรมให้บริการไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นWeb Site นั้นจะอยู่ที่ใดในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
Client/Server <ลูกข่าย/แม่ข่าย>

เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
TCP/IP เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายนี้ต้องทำการติดตั้งและใช้โพรโตคอล

TCP/IP โดยชื่อของชุดโพรโตคอลนี้มีที่มาจากโพรโตคอลที่สำคัญ 2 โพรโตคอล
คือโพรโตคอล TCP (TransmissionControl Protocol) ทำหน้าที่สร้างการติดต่อและควบคุมการสื่อสารระหว่างโปรแกรมที่ทำหน้าที่ขอใช้บริการและโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการ

โพรโตคอล IP (Internet Protocol) ทำหน้าที่ในการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง

เครือข่ายภายในองค์กร (Intranet) และการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อเครือข่ายในองค์กรเข้าด้วยกัน (Extranet) เพื่อให้เครือข่ายภายในของแต่ละท้องที่ติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เลขตำแหน่งในเครือข่ายและมีชื่อเรียกเฉพาะว่า IP Address และนิยมเขียนเป็นเลขฐานสิบ 4 ชุด
คั่นด้วยเครื่องหมายจุด เครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นจะต้องมี IP Address ทุกเครื่อง

เครือข่ายจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP)
เลขที่ตำแหน่งหรือ IP Address สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้โดยใช้
คำสั่ง ipconfig ในระบบปฏิบัติการ MS-DOS และ ifconfig ในระบบปฏิบัติการ Unix

แบ่งความสำคัญของ IP Address ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
Class A สำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่
กำหนดให้ใช้เลขฐานสองเป็นหมายเลขเครือข่ายเพียง 8 บิตและหมายเลขเครื่อง 24 บิต

Class B สำหรับเครือข่ายขนาดกลาง
กำหนดให้ใช้เลขฐานสองเป็นหมายเลขเครือข่ายและหมายเลขเครื่องเท่ากันคือ 16บิต

Class C สำหรับเครือข่ายขนาดเล็ก
กำหนดให้ใช้เลขฐานสองเป็นหมายเลขเครือข่าย 24 บิตและหมายเลขเครื่อง 8 บิต
การแยก IP Address ออกเป็น Class มีไว้เพื่อกำหนดขนาดของเครือข่ายเท่านั้น
ไม่ได้ใช้เพื่อจำกัดการติดต่อสื่อสารแต่อย่างใด

ปัจจุบัน IP Address ใน Class A และ Bดำเนินการจัดสรรไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่ IP Address ใน Class C

IP Address ในแต่ละ Class มีขนาดเท่ากัน และแยกออกเป็น 2 ส่วน
คือ
ส่วนที่เป็นหมายเลขเครือข่าย (Network Address)
และส่วนที่เป็นหมายเลขเครื่องในเครือข่าย (Host Address)

Subnet Mask เป็นเลขฐานสองขนาด 32 บิต ที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเครือข่ายและสัมพันธ์กับ Class ของ IP Address

ระบบชื่อโดเมน (Domain Name System)

แต่ละเครื่องจำเป็นต้องมี IP Address ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องจำ IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต้องใช้ในการติดต่อคงเป็นการไม่สะดวก

มีการจัดกลุ่ม IP Address กำหนดเป็นชื่อขึ้นใช้แทน เช่น IP Address ทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับอนุญาตให้ใช้มีชื่อเป็น buu.ac.th ระบบชื่อเช่นนี้
เรียกว่าระบบชื่อโดเมน (Domain Name System หรือ DNS)

โดยในระดับสูงสุดกำหนดเป็น 2 ลักษณะ คือการกำหนดชื่อโดเมนในระดับสูงสุดตามลักษณะของหน่วยงาน
เช่น
com หมายถึง หน่วยงานด้านธุรกิจและการค้า
edu หมายถึงสถาบันการศึกษา
gov หมายถึง หน่วยงานราชการ
mil หมายถึง หน่วยงานทางทหาร
net หมายถึง หน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการของเครือข่าย
org หมายถึง องค์กรหรือหน่วยงานนอกเหนือจากที่กล่าวแล้วข้างต้น
int หมายถึง หน่วยงานที่มีการดำเนินงานในระดับนานาชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีชื่อโดเมนที่ได้รับการกำหนดใหม่ในช่วงปีค.ศ. 2000
เช่น
biz สำหรับหน่วยงานทางธุรกิจ
info สำหรับบุคคลทั่วไปใช้ในการบริการข่าวสาร
pro สำหรับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในระดับอาชีพ

สำหรับชื่อโดเมนระดับสูงสุดในกลุ่มที่สองเป็นรหัสประเทศของประเทศต่างๆ
เช่น
ประเทศไทยมีรหัสเป็น th
ประเทศจีนมีรหัสเป็น cn
ประเทศญี่ปุ่นมีรหัสเป็น jp
ประเทศเกาหลีมีรหัสประเทศเป็น kr

Domain Name Server (DNS)
คือ โปรแกรมสื่อสารข้อมูลได้รับชื่อที่ต้องการติดต่อจากผู้ใช้ โปรแกรมนั้นต้องทำการส่งชื่อดังกล่าวไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์DNS
ทำหน้าที่แปลงชื่อที่ได้รับเป็น IP Address แล้วส่งคืนให้แก่โปรแกรมที่ขอใช้บริการเพื่อใช้ในการสื่อสารต่อไป

**ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเครือข่าย 4 อย่าง
คือ
IP Address
Subnet Mask
Default Gateway
Domain Name Server

จึงจะสามารถติดต่อสื่อสารและใช้บริการจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้

การตรวจสอบข้อมูลเครือข่ายในระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์
การตรวจสอบข้อมูลเครือข่ายในระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ทำได้โดยการเข้าสู่ระบบปฏิบัติ
MS-DOS และใช้คำสั่ง ipconfig
การตรวจสอบโดยใช้คำสั่ง ipconfig เช่นนี้ ยังไม่มีข้อมูลของ Domain Name Server หากต้องการตรวจสอบ
สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง ipconfig /All ซึ่งจะแสดงผลข้อมูล IP address ของเครื่องโดยละเอียด

การตรวจสอบข้อมูลเครือข่ายในระบบปฏิบัติการ Unix

ระบบปฏิบัติการ Unix มีคำสั่งในการตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องใช้หลายคำสั่ง แต่ละคำสั่งเมื่อ
แสดงผลจะมีรายละเอียดประกอบมาก เนื่องจากเป็นคำสั่งที่เตรียมไว้สำหรับใช้บริหารจัดการระบบ
เช่น คำสั่ง
ifconfig –a สำหรับตรวจสอบค่า IP Address
Subnet Mask และคำสั่ง netstat –rn สำหรับตรวจสอบสถานะของเครือข่ายและเส้นทางในการส่งข้อมูล

การตรวจสอบการติดต่อสื่อสารในเครือข่าย
ในกรณีที่ต้องการการทดสอบการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
ปลายทาง ทำได้โดยการใช้คำสั่ง ping ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ MS-DOS และ Unix โดยมี
รูปแบบการใช้งานที่คล้ายกัน อย่างไรก็ดีคำสั่ง ping ในระบบปฏิบัติการ Unix มีการแสดงผลหลายรูปแบบ และมี
option เป็นจำนวนมากเพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้หลายชนิด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การทำงานของเครือข่าย
ในที่นี้จะขอแสดงเฉพาะคำสั่ง ping ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ MS-DOS เพียงอย่างเดียว เช่นหากต้องการทดสอบการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในห้องปฏิบัติการไปยังเครื่องแม่ข่าย bucc3.buu.ac.th ทำได้ดังนี้
C:\>ping bucc3.buu.ac.th
Pinging bucc3.buu.ac.th [10.4.1.13] with 32 bytes of data:
Reply from 10.4.1.13: bytes=32 time=3ms TTL=253
Reply from 10.4.1.13: bytes=32 time<10ms TTL=253
Reply from 10.4.1.13: bytes=32 time<10ms TTL=253
Reply from 10.4.1.13: bytes=32 time<10ms TTL=253

Ping statistics for 10.4.1.13:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0% loss),
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 0ms, Maximum = 3ms, Average = 0ms

เมื่อโปรแกรม ping* เริ่มทำงานจะทำการส่งชื่อ bucc3.buu.ac.th ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น
Domain Name Server และเมื่อได้รับ IP Address เป็น 10.4.1.13 แล้วจึงทำการส่งข้อมูลทดสอบไปยังเครื่อง
ปลายทาง เมื่อเครื่องปลายทางได้รับข้อมูลแล้วจะส่งข้อมูลเดิมกลับมา (Reply from 10.4.1.13) และจะทำงานเช่นนี้
ซ้ำ 4 ครั้ง ข้อมูลที่น่าสนใจของการติดต่อแต่ละครั้ง คือ time ซึ่งเป็นตัวแทนของเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูลทดสอบ
ไปยังเครื่องปลายทาง จนกระทั่งได้ข้อมูลตอบกลับ เรียกว่าเวลาเดินทางไปกลับ (Round trip time) ซึ่งค่านี้มีค่าเป็น
3 ms (Millisecond หรือ 3/1000 วินาที) ในการตอบกลับครั้งแรก และครั้งต่อๆไปมีค่าน้อยกว่า 10 ms สำหรับขนาด
ของข้อมูลทดสอบ (bytes) และข้อมูล TTL (Time-To-Live) เป็นข้อมูลที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในกรณีที่ต้องการ
ตรวจสอบปัญหาของเครือข่าย

เมื่อดำเนินการส่งข้อมูลทดสอบเรียบร้อยแล้ว โปรแกรม ping จะทำการสรุปสถิติให้ 2 ชุด
ชุดแรกเป็นสถิติของ
จำนวนข้อมูลทดสอบที่ส่งไป (Packets Sent)
จำนวนข้อมูลทดสอบที่ได้รับกลับ(Packets Received)
และจำนวนของข้อมูลที่สูญหายไป (Packets Lost)
ในระหว่างการทดสอบสถิติชุดที่สองเป็นการสรุปเวลาของระยะเวลาเดินทางไปกลับ (Round trip time)
โดยแสดงเป็นค่าต่ำสุด(Minimum) ค่าสูงสุด (Maximum) และค่าเฉลี่ย (Average)
จากข้อมูลที่ได้จะพบว่าระยะเวลาเดินทางไปกลับมีค่าสูงสุดเพียง 3 ms ซึ่งเป็นค่าที่น้อยมาก แสดงว่าการ
ติดต่อระหว่างเครื่องต้นทางและปลายทางเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อใน
เครือข่ายเดียวกัน ในกรณีที่เครื่องต้นทางและเครื่องปลายทางอยู่ต่างเครือข่าย ระยะเวลาดังกล่าวนี้จะมีค่าเพิ่มขึ้น เช่น การทดสอบการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการไปยัง www.google.com ในช่วงเวลาหนึ่ง
เช่น
C:\>ping www.google.com
Pinging www.google.com [216.239.39.99] with 32 bytes of data:
Reply from 216.239.39.99: bytes=32 time=300ms TTL=53
Reply from 216.239.39.99: bytes=32 time=296ms TTL=53
Reply from 216.239.39.99: bytes=32 time=303ms TTL=53
Reply from 216.239.39.99: bytes=32 time=296ms TTL=53
Ping statistics for 216.239.39.99:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0% loss),
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 296ms, Maximum = 303ms, Average = 298ms
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าระยะเวลาเดินทางไปกลับของข้อมูลทดสอบสูงขึ้น เนื่องจากเครื่องปลาย ทางอยู่ต่างเครือข่าย และเป็นการเชื่อมต่อระยะไกล มีความเร็วในการเชื่อมต่อน้อยกว่าการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายเดียวกัน ระยะเวลา ดังกล่าวนี้ถ้ามีค่าสูง แสดงว่ามีปริมาณข้อมูลในเครือข่ายสูงเนื่องจากมีผู้ใช้งานมาก และหากพบว่ามีข้อมูลสูญหายประกอบด้วยแสดงว่าเกิดการติดขัดในเครือข่าย ผู้ใช้บริการจึงยังไม่ควรติดต่อเครือข่ายในขณะนั้น


บทที่ 8 โปรแกรมประยุกต์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

สถาปัตยกรรมแบบ Client/Server
ประกอบขึ้นด้วยโปรแกรมสองชุด  Client/Server

เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งส่งคำร้องขอใช้บริการซึ่งเรียกว่า Request ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี
โปรแกรมผู้ให้บริการอยู่ เมื่อโปรแกรมผู้ให้บริการได้รับคำร้องขอใช้บริการแล้วจะดำเนินการประมวลผลตาม
ความต้องการที่ได้รับ เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วจะทำการส่งผลของบริการนั้นซึ่งเรียกว่า Reply

บริการเวิลด์ไวด์เว็บ
WWW (World Wide Web) รู้จักกันดีในชื่อเครือข่ายใยแมงมุม เป็นบริการในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้กันมากที่สุด การทำงานในลักษณะClient/Server วิธีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลแบบ Hypertext (Hypertext Network of Information) ซึ่งทำให้เอกสารต่างๆที่มีอยู่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้

ผู้ขอใช้บริการ(Client)ผู้ขอใช้บริการ

จะใช้เชื่อมต่อกับ Server ได้ตลอดเวลา ยกเว้นในกรณีที่ Serverแจ้งประกาศปิด

ผู้ให้บริการเว็บ(Web Server)

ให้บริการแก่ Clinet ตลอดเวลา ยกเว้นแต่จะมีการซ่อมบำรุงจากทางผู้ดูแลระบบ


การสืบค้นข้อมูลในเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ

สืบค้นเอกสารที่ต้องการได้โดยบริการสืบค้นข้อมูล (Search Engine)

โปรแกรมไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)
เป็นบริการรับส่งจดหมายผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน
คือ
1.ส่วนการติดต่อกับผู้ใช้เรียกว่า User Agent ในรูปแบบของโปรแกรมใช้งาน
2.Message Transfer Agent ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอใช้บริการในโปรแกรมเดียวกัน

การทำงานพื้นฐานของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

โดยทั่วไประบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงานพื้นฐาน 5 อย่าง
1. การพิมพ์จดหมาย
2. การส่งจดหมาย
3. การรายงาน
4. การอ่านจดหมาย
5. การจัดการกับจดหมายที่อ่านแล้ว


โปรแกรม SSH (Secure Shell) เป็น Client / Server ในตัว
SSH เป็นโปรแกรมประยุกต์ในกลุ่มที่เรียกว่า Virtual Terminal ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ
จำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน เรียกว่า Local host เป็นแป้นพิมพ์และจอภาพเสมือนของเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เรียกว่า Remote host เพื่อใช้งานโปรแกรม ข้อมูล หรือทรัพยากรอื่นในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นได้

มีคุณลักษณะดังนี้
1. การติดต่อกับผู้ใช้เป็นแบบโต้ตอบ
2. การจัดการกับลักษณะเฉพาะของข้อมูล
3. การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

edit @ 26Aug 2008 17:18:07 by 51533316

edit @ 20 Sep 2008 18:42:09 by 51533316

edit @ 21 Sep 2008 15:42:00 by 51533316